วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

โครงสร้างของเมล็ด


(a) เมล็ดถั่ว เป็นเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่ที่ไม่มีเอนโดสเปิร์ม
(b) เมล็ดละหุ่ง เป็นเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีเอนโดสเปิร์ม
(c) เมล็ดข้าวโพด เป็นเมล็ดพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีเอนโดสเปิร์ม

การเจริญของเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2552

การเกิดเมล็ด


หลังจากเกิดการปฏิสนธิซ้อนแล้ว รังไข่เจริญไปเป็นผล ส่วนออวูลเจริญไปเป็นเมล็ด

ภายในเมล็ดประกอบด้วยเอ็มบริโอและเอนโดสเปิร์ม โดยมีเปลือกหุ้มเมล็ดล้อมรอบ เมื่อพืชดอกมีการปฏิสนธิซ้อน จะทำให้ได้ทั้งไซโกตและเอนโดสเปิร์มซึ่งไซโกตจะมีการแบ่งเซลล์ต่อ ๆ ไป เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์กลายเป็น เอ็มบริโอ ส่วนเอนโดสเปิร์มจะกลายเป็นเนื้อเยื่อสะสมอาหารให้เอ็มบริโอใช้ในการเจริญเติบโต

การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเอ็มบริโอ เกิดจากการแบ่งเซลล์แบบ ไมโทซิสเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ แต่อัตราการแบ่งเซลล์ในแต่ละบริเวณจะไม่เท่ากัน จากนั้นเซลล์จะขยายขนาดเอ็มบริโอจึงเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การเจริญเติบโตทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในออวูล ออวูลจึงมีการเจริญเติบโตกลายเป็นเมล็ด รังไข่เจริญไปเป็นผล


การเกิดผล (Fruit)

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

การถ่ายละอองเรณูและการปฎิสนธิของพืชดอก

การถ่ายละอองเรณู(Pollination)
การถ่ายละอองเรณู หมายถึง การที่ละอองเรณูไปตกติดที่ยอดเกสรตัวเมียโดยอาศัย ลม น้ำ แมลง หรือดีดกระเด็นไปเอง แมลงนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการถ่ายละอองเรณู การถ่ายละอองเรณูถือว่าเป็นการเริ่มต้นการสืบพันธุ์ของพืช

การถ่ายละอองเรณูเกิดได้ 2 ลักษณะ คือ
1. การถ่ายละอองเรณูในต้นเดียวกัน (Self pollination) เป็นการถ่ายละอองเรณูโดยละอองเรณูจากอับเรณูไปตกบนยอดเกสรเพศเมียในดอกเดียวกัน หรือต่างดอกในต้นเดียวกัน
2. การถ่ายละอองเรณูข้ามต้น (Cross pollination) เป็นการถ่ายละอองเรณู โดยละอองเรณูจากอับเรณูของดอกต้นหนึ่งไปตกบนยอดเกสรเพศเมียของดอกอีกต้นหนึ่ง



การปฏิสนธิ (Fertilization)
การปฏิสนธิของพืชดอกเป็นกระบวนการที่สเปิร์มนิวเคลียสอันหนึ่งเข้าไปผสมกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่ และสเปิร์มนิวเคลียสอีกอันหนึ่งเข้าผสมกับเซลล์โพลาร์นิวเคลียสเรียกการปฏิสนธิลักษณะนี้ว่า การปฏิสนธิซ้อน (Double fertilization)

เมื่อมีละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมีย ทิวบ์นิวเคลียสของละอองเรณูจะสร้างหลอดละอองเรณู (pollen tube)งอกลงไปตามก้านเกสรตัวเมีย หลอดที่งอกเร็วที่สุดจะผ่านรูไมโครไพล์ของออวุลเข้าไป แล้วทิวบ์นิวเคลียสจะสลายไป ในระยะนี้เจเนอเรทีฟนิวเคลียส จะแบ่งนิวเคลียสทำให้ได้เสปิร์มนิวเคลียส (sperm nucleus) 2 อัน เมื่อสเปิร์มนิวเคลียสผ่านรูไมโครไพล์ของออวุลแล้ว สเปิร์มนิวเคลียสอันหึ่ง จะเข้าไปผสมกับ นิวเคลียสของ เซลล์ไข่ ได้เป็นไซโกต แล้วไซโกตจะเจริญต่อไปเป็นเอมบริโอ (Embryo) ส่วนสเปิร์มนิวเคลียส อีกอันจะเข้าผสม กับเซลล์โพลาร์นิวเคลียส ได้เซลล์ ที่เจริญไปเป็นเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สะสมอาหารเรียกว่า เอนโดสเปิร์ม (endosperm) ส่วนนิวเคลียสที่เหลือคือ แอนติโพแดล และซินเนอร์จิดจะสลายไป




การสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืชดอก

กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ของพืชดอก
การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ของพืชดอกจะเกิดขึ้นภายใน อับเรณู (anther) โดยมีไมโครสปอร์มาเทอร์เซลล์ (microspore mother cell) แบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ 4 ไมโครสปอร์ (microspore) แต่ละเซลล์มีโครโมโซมเท่ากับ n หลังจากนั้นนิวเคลียสของไมโครสปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส ได้ 2 นิวเคลียส คือ เจเนอเรทิฟนิวเคลียส (generative nucleus) และทิวบ์นิวเคลียส (tube nucleus) เรียกเซลล์ในระยะนี้ว่า ละอองเรณู(pollen grain)หรือแกมีโทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) ละอองเรณูจะมีผนังหนา ผนังชั้นนอกอาจมีผิวเรียบหรือเป็นหนามเล็กๆแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของพืช เมื่อละอองเรณูแก่เต็มท ี่อับเรณูจะแตกออกทำให้ละอองเรณูกระจายออกไปพร้อมที่จะผสมพันธุ์ต่อไปได้

ละอองเรณูของพืชแต่ละชนิดมีรูปร่างแตกต่างกัน ลองเปิดดูตัวอย่างจากเว็บลิงก์ข้างล่างนี้นะคะ

http://www.immediart.com/catalog/images/big_images/NS_PN_B786630-Pollen_grain,_ESEM-SPL.jpg

http://www.danforthcenter.org/Cells/images/pollen.jpg

http://www.flmnh.ufl.edu/pollen/images/Ipomea.jpg

http://www.iconocast.com/News08_Files/A3EX1/News3_clip_image001.jpg

นักเรียนสามารถหาดูเพิ่มเติมเองจากเว็บอื่นๆ ได้อีกนะคะ

กระบวนการสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของพืชดอก
การสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของพืชดอกเกิดขึ้นภายในรังไข่ (ovary)ภายในรังไข่อาจมีหนึ่งออวุล (ovule)หรือหลายออวุล ภายในออวุลมีหลายเซลล์ แต่จะมีเซลล์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่า เมกะสปอร์มาเทอร์เซลล์ (megaspore mother cell) มีจำนวนโครโมโซม 2n ต่อมาจะแบ่งเซลล์แบบไมโอซิสได้ 4 เซลล์สลายไป 3 เซลล์ เหลือ 1 เซลล์ เรียกว่า เมกะสปอร์ (megaspore) หลังจากนั้นนิวเคลียสของเมกะสปอร์จะแบ่งแบบไมโทซิส 3 ครั้ง ได้ 8 นิวเคลียส และมีไซโทพลาซึมล้อมรอบ เป็น 7 เซลล์ 3 เซลล์อยู่ตรงข้ามกับไมโครไพล์ (micropyle) เรียกว่า เซลล์แอนติโพแดล (antipodal cell) ตรงกลาง 1 เซลล์มี 2 นิวเคลียสเรียก เซลล์โพลาร์นิวคลีไอ (polar nuclei cell) ด้านไมโครไพล์มี 3 เซลล์ ตรงกลางเป็นเซลล์ไข่ (egg cell) และ2 ข้างเรียก เซลล์ซินเนอร์จิด(synergid cell) ในระยะนี้ 1 เมกะสปอร์ได้พัฒนามาเป็นแกมีโทไฟต์ที่เรียกว่า ถุงเอ็มบริโอ (embryo sac) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย (female gametophyte)

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

พฤกษศาสตร์สำหรับเยาวชน

วันนี้พบเว็บที่ดี และมีประโยชน์สำหรับบทเรียนเรื่องการสืบพันธุ์ของพืชดอก ลองติดตามดูกันนะคะ
http://www.dnp.go.th/botany/BFC/flwer.html