วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชีววิทยา ภาคเรียนที่ 2

ในภาคเรียนที่ 2 นักเรียนม.5 จะเรียนชีววิทยา 4 (ว 40244) ซึ่งหลักสูตรโรงเรียนเราจะเรียน 3 หน่วย ดังนี้
หน่วยที่ 1 เรื่องระบบนิเวศ
หน่วยที่ 2 เรื่องประชากร
หน่วยที่ 3 เรื่องมนุษย์กับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม

ปิดเทอม ไม่มีอะไรทำ ลองสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องแต่ละหน่วยเก็บไว้บ้างนะคะ

ครูมีตัวอย่างบทเรียนทางไกลเรื่องระบบนิเวศ ใครสนใจลองเปิดดูนะคะ ดูตามลำดับที่ลิงก์มาให้ได้เลยค่ะ

http://www.nrru.ac.th/nrru_learning/4062402/sci04/topic3/tp3.html

http://www.nrru.ac.th/nrru_learning/2500104/soc04/topic4/tp4_1.html

http://www.nrru.ac.th/nrru_learning/2500104/soc04/topic5/tp5.html

http://www.nrru.ac.th/nrru_learning/2500104/soc04/topic6/tp6_1.html

http://www.student.chula.ac.th/~47437349/webpage/index2.htm

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ชนิดของไบโอม

ไบโอม (Biome) คือลักษณะสภาพภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีลักษณะเฉพาะของตนเองโดยอาศัยลักษณะของพืชหรือสิ่งมีชีวิตชนิดเด่นเป็นหลัก ไบโอมเกิดจากกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่มีประชากรของสิ่งมีชีวิตมากกว่าหนึ่งชนิดมาอยู่รวมกันและมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในบริเวณใดบริเวณหนึ่งทำให้เกิดเป็นลักษณะเฉพาะของบริเวณนั้น ๆ ซึ่งถ้าแบ่งไบโอมตามโครงสร้างของกลุ่มสิ่งมีชีวิต (Community structure) จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ไบโอมบนบก (Terrestrial biome) และ ไบโอมในน้ำ (Aquatic biome) ซึ่งสามารถจำแนกกว้าง ๆ ได้เป็น ไบโอมน้ำจืด (freshwater biome) และไบโอมน้ำเค็ม (marine biome)

ปัจจัยที่เกิดไบโอมชนิดต่างๆ มี 3 ประการคือ
1. การกระจายความร้อนของดวงอาทิตย์และการเกิดฤดูกาลสัมพันธ์ในส่วนต่าง ๆ ของโลก
2. การไหลเวียนของอากาศบนผิวโลก โดยเฉพาะลมมรสุม
3. สภาพทางภูมิศาสตร์ของผิวโลก เช่น ภูเขา

ไบโอมบนบก
สภาพภูมิศาสตร์ตามระดับความสูง มีความคล้ายคลึงกับสภาพภูมิศาสตร์ตามแนวเส้นรุ้ง
เพราะว่าการกำหนดโครงสร้างกลุ่มของพืชจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน

สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดลักษณะการกระจายของพืชพรรณ ผลของการผันแปรดินฟ้าอากาศในมาตราของพื้นที่ ทำให้สามารถแบ่งไบโอมบนบกเป็น 8 ชนิด ได้แก่

1. ป่าไม้เขตร้อน (Tropical rain forest)
2. ป่าผลัดใบเขตอบอุ่น (Temperate Deciduous forest)
3. ทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น (Temperate grassland)
4. ชาพาร์ราล (Chaparral )
5. ทุ่งหญ้าเขตร้อน (Tropical Savanna)
6. ทะเลทราย (Desert)
7. ป่าสน (Coniferous forest)
8. ทุนดรา (Tundra)

นักเรียนสามารถสืบค้นไบโอมบนบกได้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ เช่นตัวอย่างที่จะให้ต่อไปนี้นะคะ

ไบโอมป่าสน
http://kroo.ipst.ac.th/biology/main.php?url=article_view&article_id=66

ถ้าภาษาอังกฤษไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ก็นี่เลย....
http://www.blueplanetbiomes.org/world_biomes.htm

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปิดเทอม...ลองทำข้อสอบ bio กันไหม

วันนี้เอาเว็บข้อสอบเก่าๆ มาฝาก
ให้นักเรียนลองทำดูช่วงปิดเทอม
ขยันๆกันหน่อยนะคะ
http://202.44.68.33/library/exam/intro/biology.htm

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

ไบโอมคืออะไร

ครูห่างหายจากบล็อกไปนาน วันนี้มาพร้อมกับวิดีทัศน์เกี่ยวกับไบโอมให้ดูเล่นช่วงปิดภาคเรียนค่ะ
นักเรียนจะได้มีพื้นฐานเรื่องไบโอมที่เราจะเรียนในภาคเรียนต่อไป










วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

การงอกของเมล็ด (Germination)และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

การงอกของเมล็ด เป็นกระบวนการการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอในเมล็ดเป็นต้นพืชต้นใหม่เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่เหมาะสม
ต้นพืชที่เจริญหลังการงอกที่อาศัยอาหารที่สะสมในเมล็ดเรียกว่า ต้นกล้า

นักเรียนสามารถศึกษาชนิดของการงอกได้จากเว็บข้างล่างนี้นะคะ

http://web.agri.cmu.ac.th/hort/course/359301/pprop/3.seed/epigeal.html


ปัจจัยในการงอกของเมล็ด
เมล็ดที่จะงอกได้ จะต้องมีปัจจัยที่เหมาะสม ทั้งเมล็ด และสภาพแวดล้อมภายนอก ดังนี้
1. การมีชีวิตของเมล็ด นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเพาะเมล็ด การที่เมล็ดมีชีวิตอยู่ได้น้อย อาจเนื่องจากการเจริญเติบโตของเมล็ด ไม่เหมาะสมขณะที่ยังอยู่บนต้นแม่ หรือเนื่องจากได้รับอันตราย ขณะทำการเก็บเกี่ยว หรือขบวนการในการผลิตเมล็ดไม่ดีพอ
2. สภาพแวดล้อมในขณะเพาะ เมล็ด ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ดังนี้
2.1 น้ำ เป็นตัวทำให้เปลือกเมล็ดอ่อนตัว และเป็นตัวทำละลายอาหารสะสมภายในเมล็ด ที่อยู่ในสภาวะที่เป็นของแข็ง ให้เปลี่ยนเป็นของเหลว และเคลื่อนที่ได้ ทำให้จุดเจริญของเมล็ดนำไปใช้ได้
2.2 แสง เมล็ดเมื่อเริ่มงอก จะมีทั้งชนิดที่ต้องการแสง ชอบแสง และไม่ต้องการแสง ส่วนใหญ่เมล็ดเมื่อเริ่มงอกจะไม่ต้องการแสง ดังนั้น การเพาะเมล็ดโดยทั่วไป จึงมักกลบดินปิดเมล็ดเสมอ แต่แสงจะมีความจำเป็น หลังจากที่เมล็ดงอกแล้ว ขณะที่เป็นต้นกล้า แสงที่พอเหมาะจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง และเจริญเติบโตได้ดี
2.3 อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสม ช่วยให้เมล็ดดูดน้ำได้เร็วขึ้น กระบวนการในการงอกของเมล็ดเกิดขึ้นเร็ว และช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับพืชแต่ละชนิด จะไม่เท่ากัน พืชเมืองร้อนย่อมต้องการอุณหภูมิสูงกว่าพืชเมืองหนาวเสมอ
2.4 ออกซิเจน เมื่อเมล็ดเริ่มงอก จะเริ่มหายใจมากขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้อ๊อกซิเจน ไปเผาผลาญอาหารภายในเมล้ด ให้เป็นพลังงานใช้ในการงอก ยิ่งเมล็ดที่มีมันมาก ยิ่งต้องใช้อีอกซิเจนมากขึ้น ดังนั้น การกลบดินทับเมล็ดหนาเกินไป หรือใช้ดินเพาะเมล็ด ที่ถ่ายเทอากาศไม่ดี จะมีผลยับยั้งการงอก หรือทำให้เมล็ดงอกช้าลง หรือไม่งอกเลย

การพักตัวของเมล็ด
การพักตัวของเมล็ด หมายถึง ช่วงที่เมล็ดพืชยังไม่พร้อมที่จะงอกขึ้นเป็นต้นพืชใหม่ได้ ดังนั้นการเพาะเมล็ดบางชนิด อาจต้องทำลายการพักตัวของพืชก่อน เพื่อให้เมล็ดงอกได้เร็วยิ่งขึ้น

วิธีการทำลายการพักตัวของเมล็ด
1. ลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออก วิธีการนี้ ทำให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น กว่าวิธีการเพาะเมล็ดทั้งเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งวิธีการลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออก ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้เป็นอันตรายต่อเมล็ดภายใน เพราะอาจทำให้การงอกของเมล็ดสูญเสียไปได้ พืชที่นิยมลอกเปลือกหุ้มเมล็ดออก ได้แก่ มะม่วง
2. ฝนเมล็ด เป็นการทำให้เปลือกแข็งหุ้มเมล็ด เกิดเป็นรอยด้าน โดยการฝนเมล็ดลงบนกระดาษทราย หรือหินฝน ไม่ควรฝนลึกเกินไป และอย่าฝนตรงจุดที่เป็นที่อยู่ของเอ็มบริโอ วิธีนี้จะช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น
3. การกะเทาะเอาเมล็ดออก นิยมทำกับพืช ที่มีเมล็ดแข็ง เมื่อกะเทาะเปลือกหุ้มเมล็ดแตกออกแล้ว จึงค่อยนำเมล็ดอ่อนภายใน ไปทำการเพาะ วิธีนี้จะช่วยให้ เมล็ดพืชงอกได้เร็วกว่าวิธีการเพาะแบบไม่กะเทาะเปลือกหุ้ม เมล็ดพืชที่จะต้องทำการกะเทาะเมล็ดก่อนเพาะ ได้แก่ บ๊วย พุทรา สมอจีน
4. การตัดปลายเมล็ด เป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะช่วยให้เมล็ดพืช งอกได้เร็วกว่าปกติ โดยตัดเปลือกหุ้มเมล็ดทางด้านตรงข้ามกับด้านหัวของเอ็มบริโอและอย่าตัดให้เข้าเนื้อของเมล็ด นิยมใช้กับพืชที่มีเมล็ดแข็ง เช่น เหรียง หางนกยูงฝรั่ง
5. การแช่น้ำ การนำเมล็ดไปแช่น้ำ จะช่วยให้เมล็ดพืชงอกได้เร็วกว่าปกติ ทั้งนี้เพราะน้ำ จะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัว จึงเป็นการช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น น้ำที่ใช้แช่อาจจะเป็นน้ำอุ่น หรือน้ำเย็น และช่วงเวลาการแช่ จะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับชนิดพืช พืชบางชนิดใช้เวลานานถึง 1 – 2 วัน บางชนิดใช้เวลาประมาณ 6 – 12 ชั่วโมง ทั้งนี้สังเกตจาก ขนาดของเมล็ดขยายใหญ่และเต่งขึ้น หรือเปลือกหุ้มเมล็ดนิ่ม ก็นำไปเพาะได้ พืชที่นิยมใช้วิธีนี้ ได้แก่ น้อยหน่า มะขาม มะละกอ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าว ผักชี

ที่มา: “ การขยายพันธุ์พืช “ กรมส่งเสริมการเกษตร

การงอกของเมล็ดถั่ว




การงอกของเมล็ดถั่วเป็นแบบ epigeal germination

การงอกของเมล็ดข้าวโพด

การงอกของเมล็ดข้าวโพดเป็นแบบ Hypogeal germination